ในช่วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ขณะที่คนกลุ่มหนึ่งในสังคมไทยกำลังพยายามต่อสู่กับปัยหาราคายาที่แพงลิบจากการผูกขาดสิทธิบัตร เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิการเข้าถึงยาอย่างถ้วนหน้า ในอีกมุมหนึ่ง เรากลับพบว่า ตัวเลขค่าใช้จ่ายด้านยาของระบบสวัสดิการข้าราชการไทยพุ่งพรวดอย่างน่าตกใจ
จากที่เคยใช้ 20,000 ล้าน กลายเป็น 70,000 ล้านบาท!!!!
ความเหลื่อมล้ำซ้ำด้วยการใช้จ่ายยาไม่สมเหตุผล
ค่าใช้จ่ายด้านยาของประเทศเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายใน ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการ ที่ดูแลประชากรจำนวนประมาณ 5 ล้านคน ซึ่งพบว่า เพิ่มสูงขึ้นเป็น 2 เท่า หรือคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 54,904 ล้านบาทในปี 2551
เมื่อย้อนกลับไปดูตัวเลขค่ารักษาพยาบาลในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาของระบบสวัสดิการข้าราชการด้วยแล้ว พบว่า มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นทุกปี เฉลี่ยปีละประมาณ ร้อยละ 15-20 จากที่เคยใช้ประมาณปีละ 20,000 กว่าล้านบาท กลายมาเป็นเกือบ 70,000 ล้านบาท ในปี 2552
ขณะที่ค่าใช้จ่ายในระบบประกันสังคมและระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งดูแลประชากรจำนวนมากถึง 57 ล้านคน หรือเกือบ 12 เท่าของประชากรในระบบสวัสดิการข้าราชการ กลับมียอดค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล ในปี 2551 จำนวน 98,700 ล้านบาทเท่านั้น
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ?
คำตอบคือ ในระบบสวัสดิการของข้าราชการแทบไม่มีการควบคุมการสั่งยา และจ่ายตามเบิกจริง จึงเป็นเหตุให้มีการใช้ยาอย่างไม่สมเหตุสมผล อันเป็นผลสืบเนื่องจากการส่งเสริมการขายยาที่ขาดจริยธรรม ผลประโยชน์ทับซ้อนของบริษัทยาที่ “ผู้มีอำนาจ” ในการสั่งจ่ายยา อาทิ แพทย์ เภสัชกร หรือแม้กระทั่งโรงพยาบาลเองสามารถจ่ายยาหรือสั่งซื้อยาบางกลุ่มที่ไม่จำเป็น หรือมีราคาแพงให้ถึงเป้าที่บริษัทยาต้องการ แล้วได้รับสิ่งตอบแทนกลับมา ไม่ว่าจะเป็นการพาไปเที่ยว จ่ายเป็นเงินสด ของขวัญ การลดแลกแจกแถมตัวยา หรือในรูปของสวัสดิการ ฯลฯ รวมถึงความไม่ตระหนักในการช่วยกันประหยัดงบประมาณของประเทศชาติ
หากไม่เร่งแก้ปีนี้คาดแตะ แสนล้าน
จากค่าใช้จ่ายที่สูงเกินงบประมาณที่ตั้งไว้ 48,000 ล้านบาท ในปี 2551 เป็นเกือบ 70,000 ล้านบาท ส่งผลให้ กรมบัญชีกลาง ในฐานะผู้ดูแลการเบิกจ่ายนิ่งเฉยไม่ได้ ต้องลุกขึ้นมาขุดค้นตรวจสอบหาต้นตอของปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง สิ่งที่ค้นพบก็คือ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลตติยภูมิขนาดใหญ่ ประมาณ 34 แห่ง เบิกค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอกเป็นสัดส่วนถึง ร้อยละ 90 ของวงเงินทั้งหมด ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า มีการใช้ยาแพงที่ผลิตจากต่างประเทศ ไม่ใช่ยาบัญชีหลักฯ และมีการจ่ายยาจำนวนมาก
ผู้เชี่ยวชาญคาดว่า หากยังปล่อยให้การเบิกจ่ายเป็นเช่นนี้ต่อไป โดยไม่มีการปรับปรุงประสิทธิภาพการเบิกจ่ายยา เชื่อแน่ว่า ค่าใช้จ่ายด้านยาของระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการไทย ในปีงบประมาณ 2553 ต้องพุ่งทะลุสู่หลักแสนล้านบาทแน่นอน
...และนั่นหมายถึง เม็ดเงินภาษีของคนไทยทุกคน ที่ต้องสูญเสียไปอย่างไม่สมเหตุสมผลด้วยเช่นกัน